ดินแดนปัญญาชน SEAL2thai.org

 

โรคเอดส์

สาระดีดี จาก พันธมิตร

 

ปลูกต้นไม้แห่งปัญญา กับ ดินแดนปัญญาชน  

          ดินแดนปัญญาชน           

bullet

[หน้าแรก]
 

bullet

[รวมสาระ]
 

bullet

[webboard]
 

bullet

[คุรุชน]
 

bullet

[สอบบรรจุครู]

 
bullet

ร่วมสนับสนุนเรา
โดยการทำ link
มาหาเรานะครับ

 เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก
 
เรียนพิเศษในพิษณุโลก
 
วงการครู
ขนมจีน

 ข้อสอบ o-net a-net

       
    
บ้านครูแชมป์ เรียนพิเศษในพิษณุโลก

         

     
โรคเอดส์/ไวรัสเอช ไอ วี - AIDS/ HIV

อาการของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในตอนเริ่มต้นส่วนใหญ่จะยังไม่แสดงอาการ แต่สามารถแพร่ เชื้อไปให้ยังบุคคลอื่นได้ อาการที่ส่อให้เห็นหลังจากนั้นไปอีกซักระยะ พอสังเกตุได้มี ดังต่อไปนี้

  • - ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ แขน ขาหนีบ โตนานเกินกว่า 3 เดือ
  • น้ำหนักลดลง 4-5 กิโลกรัม หรือมากกว่า 10% ของน้ำหนักตัวภายในระยะ 3 เดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • - อุจจาระร่วงเรื้อรังเกิน 3 เดือน โดยไม่หายขาด
  • - เบื่ออาหาร และเหนื่อยง่ายมาเป็นเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป
  • - ไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นๆหายๆนานเกินกว่า 3 เดือน
  • - มีไข้สูงเกิน 37.8 C หรือมีเหงื่ออกมากในตอนกลางคืน เรื้อรังเกิน 1 เดือน
  • - มีก้อนสีแดงปนม่วงแก่ ขึ้นตามตัวและโตขึ้นเรื่อยๆ
  • - แขน ขา ข้างใดข้างหนึ่งไม่มีแรงหรือทำงานไม่ประสานกัน หรือมีอาการชัก จากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • - เป็นฝ้าขาวที่ลิ้นหรือในปาก นานเกินกว่า 3 เดือน
  ทั้งนี้อาการดังกล่าวข้างต้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการดังกล่าวทั้งหมดจะเป็นเอดส์ทุกราย จนกว่าจะ  ได้มีการตรวจหาแอนติบอดีย์จากเลือดเป็นการยืนยันที่แน่นอน 

โอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอช ไอ วี ที่ควรหลีกเลี่ยงคือ

  •  - การมีเพศสัมพันธุ์กับผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วย
  • - ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อเอดส์ถึงแม้จะไม่แสดงอาการมาก พบมากในผู้ติดยาเสพติด
  • - ได้รับการถ่ายเลือดจากผู้ที่ป่วยโดยไม่ได้มีการตรวจเลือดเป็นอย่างดีก่อนการให้เลือด   เลือดบริจาคจากสภากาชาดไทย จะมีการตรวจหาแอนติบอดีย์เอช ไอ วี ทุกรายก่อนอนุญาตให้นำเลือดไปใช้ได้
  • - มารดาที่ป่วยเป็นโรคเอดส์หรือติดเชื้อเอดส์ในระยะตั้งครรภ์ ลูกที่คลอดออกมาก็จะมีโอกาสติดเชื้อเอดส์ได้
 


ลักษณะทั่วไป
   โรคเอดส์ (AIDS) ย่อมาจากคำว่า Aquired immunodeficiency syndrome ซึ่งแปลว่า “กลุ่ม อาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง”    เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี  (HIV ย่อจาก  Human immunodeficiency virus) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว   ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเสื่อม   หรือบกพร่องลง เป็นผลทำให้เป็นโรคติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ อาการมักจะรุนแรง และเรื้อรัง  และเสียชีวิตในที่สุด

   โรคนี้เป็นโรคใหม่ที่มีรายงานครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา    เมื่อปี พ.ศ. 2524 และมีรายงานผู้ป่วยรายแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2527
โรคนี้มีการระบาดในทวีปแอฟริกาก่อนที่จะแพร่ กระจายไปยังสหรัฐอเมริกา ยุโรป และลุกลามไปทั่วโลก  จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า
จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ในประเทศไทยมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์แล้วรวมทั้งสิ้น 65,792 ราย (เสียชีวิตแล้วประมาณ 27%)   อัตราส่วนระหว่าง
ผู้ป่วยชายต่อหญิงเท่ากับ 4.6 : 1, ประมาณ 50% เป็นกลุ่มอายุ 25-34 ปี, ประมาณ 20%  เป็นกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี, ปัจจัยเสี่ยงที่ สำคัญคือการมี
  เพศสัมพันธ์ ซึ่งพบถึง 81.6% (0.8% เกิดในชายรักร่วมเพศ) ส่วนการใช้ยาเสพติดฉีด เข้าเส้นพบได้ 6% และติดเชื้อจากมารดา 5.3% 
พบในภาคเหนือตอนบน   (เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน) ถึง 36.5% ของผู้ป่วยทั้งประเทศ

สาเหตุ
   เกิดจากเชื้อ เอชไอวี ซึ่งเป็นไวรัสชนิดใหม่ เพิ่งมีการเพาะเลี้ยงแยกเชื้อได้ในปี พ.ศ. 2526 เชื้อนี้ มีมากในเลือด น้ำเชื้ออสุจิ และน้ำเมือกในช่องคลอด
ของผู้ติดเชื้อ     จึงสามารถแพร่เชื้อได้โดย
1. ทางเพศสัมพันธ์ ทั้งต่างเพศและเพศเดียวกัน (ในชายรักร่วมเพศ, เกย์)
2. ทางเลือด เช่น การได้รับการถ่ายเลือด, การปลูกถ่ายอวัยวะที่มีเชื้อ,     การแปดเปื้อนผลิตภัณฑ์ จากเลือด, การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เป็นต้น
    ส่วนการใช้ของมีคม (เช่นใบมีดโกน ที่ตัดเล็บ) ร่วมกับ ผู้ติดเชื้อ การสัก     การเจาะหู อาจมีโอกาสแปดเปื้อนเลือดที่มีเชื้อได้ แต่จะมีโอกาสติดโรค
    ได้ ก็ต่อ เมื่อมีแผลเปิด และปริมาณเลือด หรือน้ำเหลืองที่เข้าไปใน
   ร่างกายมีจำนวนมากพอ
3. การติดต่อจากมารดาที่มีเชื้อสู่ทารก ตั้งแต่ระยะอยู่ในครรภ์ ระยะคลอด     และระยะเลี้ยงดูหลัง คลอด โอกาสที่ทารกจะติดเชื้อจากมารดา ประมาณ
    20-50% จากการศึกษาในประเทศต่าง ๆ เท่าที่ผ่านมา ไม่พบว่ามีการ    ติดต่อโดย
    - การหายใจ ไอ จามรดกัน
    - การกินอาหาร และดื่มน้ำร่วมกัน
    - การว่ายน้ำในสระ หรือเล่นกีฬาร่วมกัน
    - การใช้ห้องน้ำร่วมกัน
    - การอยู่ในห้องเรียน ห้องทำงาน ยานพาหนะ หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ
    - การสัมผัส โอบกอด
    - การใช้ครัว ภาชนะเครื่องครัว จาน แก้ว หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกัน
    - การใช้โทรศัพท์ร่วมกัน
    - การถูกยุง หรือแมลงกัด

 

เชื้อเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ก็จะมีการเพิ่มจำนวน สามารถแยกเชื้อไวรัส
หรือตรวจพบแอนติเจนได้หลังติดเชื้อ 2 - 6 สัปดาห์ และจะตรวจพบแอนติบอดีได้ 
หลังติดเชื้อ 3 - 12 สัปดาห์

 

ผู้ที่มีเลือดบวก (มีแอนติบอดี) 90% จะมีเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด ซึ่งสามารถแพร่โรคให้ผู้อื่นได้ แม้จะไม่มีอาการอะไรเลยก็ตาม

ลักษณะอาการ
เนื่องจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแตกต่างกันไป สุดแล้วแต่จำนวนของ เชื้อ และระดับภูมิต้านทานของร่างกาย ดังนั้นโรคนี้จึง
สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะด้วยกันดังนี้

1. ระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อเอชไอวี (Primary HIV infection หรือ     Acute retroviral syndrome)
   ระยะนี้นับตั้งแต่เริ่มติดเชื้อเอชไอวี   จนกระทั่งร่างกายเริ่มสร้างแอนติบอดี        กินเวลาประมาณ 1-6 สัปดาห์หลังติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ เจ็บคอ  ปวด   เมื่อยตามตัว มีผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต บางคน อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน    ถ่ายเหลว หรือ มีฝ้าขาวในช่องปาก   อาการเหล่านี้มักจะเป็นอยู่ 1-2 สัปดาห์    แล้วหายไปได้เอง เนื่องจากอาการคล้ายกับไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่หรือไข้ทั่วๆ   ไป ผู้ป่วยอาจ ซื้อยารักษาเอง หรือเมื่อไปพบแพทย์ก็อาจไม่ได้รับการตรวจ   เลือด จึงไม่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ในระยะนี้    ผู้ติดเชื้อประมาณ 30-50%    อาจไม่มีอาการดังกล่าวเลยก็ได้

  
2. ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อจะแข็งแรงเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป    แต่การตรวจเลือดจะ พบเชื้อเอชไอวี และแอนติบอดีต่อเชื้อชนิดนี้ และ
   สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ เรียกว่า เป็น “พาหะ” (carrier) ของโรค ระยะนี้   มักเป็นอยู่นาน 5-10 ปี บางคนอาจนานกว่า 15 ปี
3. ระยะติดเชื้อที่มีอาการ ระยะนี้แต่ก่อนเรียกว่า “ระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับ    เอดส์” (AIDS related complex หรือ ARC)   มักจะมีอาการคล้ายโรค    อื่น ๆ  จนไม่ได้เฉลียวใจว่าเป็นเอดส์ก็ได้ อาจพบ อาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน
   - มีไข้เกิน 37.8 ํ ซ. เป็นพัก ๆ หรือติดต่อกันทุกวัน
   - ท้องเดินเรื้อรัง หรืออุจจาระร่วงเรื้อรัง
   - น้ำหนักลดเกิน 10% ของน้ำหนักตัว
   - ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 แห่งในบริเวณที่ไม่ติดต่อกัน
   - เชื้อราในปาก
   - ฝ้าขาว (hairy leukoplakia) ในช่องปากจากเชื้อไวรัสเอปสไตน์บาร์ มัก
     อยู่ที่ด้านข้างของลิ้นมี ลักษณะเป็นฝ้า คล้ายโรคเชื้อราแต่ขูดไม่ออก
   - โรคงูสวัด
4. ระยะป่วยเป็นเอดส์ ระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเสื่อมเต็มที่ เป็นผลทำ    ให้เชื้อโรคต่างๆ เช่น  เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัว วัณโรค เป็นต้น     ฉวยโอกาสเข้ารุมเร้า เรียกว่า “โรคติดเชื้อฉวย โอกาส” (opportunistic    infections) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อที่รักษาค่อนข้างยาก     และอาจ    ติดเชื้อชนิดเดิมซ้ำอย่างเดียว หรือติดเชื้อชนิดใหม่ หรือติดเชื้อหลายชนิด    ร่วมกัน ทำให้เกิดวัณโรค ปอด, ปอดอักเสบ, สมองอักเสบ , เยื่อหุ้มสมอง    อักเสบ การติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร (เจ็บคอ กลืนลำบาก ท้องเดิน)     เป็นต้น

   ผู้ป่วยเอดส์ยังมีโอกาสเป็นมะเร็งบางชนิด เช่น     มะเร็งของหลอดเลือดที่เรียกว่า Kaposi sarcoma (เห็นเป็นตุ่ม หรือผื่นสีม่วงที่ผิวหนัง หรือเกิดที่ต่อมน้ำเหลืองภายในช่องปาก หรืออวัยวะภายใน ก็ได้), มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) ในสมอง เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยยังอาจมีความผิดปกติของสมองที่เรียกว่า AIDS dementia complex (ADC) ทำให้มีอาการทางจิตประสาท ความจำเสื่อม หลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิ ซึมเศร้า คลุ้มคลั่ง เป็นต้น บางคนอาจมีอาการแขนขาชา อัมพาต ชักกระตุกได้

สิ่งตรวจพบ
   ในระยะที่มีอาการหรือป่วยเป็นเอดส์แล้ว จะตรวจพบอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่นไข้ ซูบผอม ต่อม น้ำเหลืองโตหลายแห่ง (บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ) ซีด จุดแดง-จ้ำเขียวในช่องปาก อาจพบอาการลิ้นหรือช่องปากเป็นฝ้าขาวจากเชื้อราแคนดิดา , รอยฝ้าขาวข้างลิ้น (hairy leukoplakia), แผลเริมเรื้อรัง, แผลแอฟทัส, ปากเปื่อย,  ก้อนเนื้องอก (มะเร็ง) เป็นต้น

บริเวณผิวหนัง อาจพบวงผื่นของโรคเชื้อรา (กลากเกลื้อน) ลุกลามเป็นบริเวณกว้างและเรื้อรัง, เริม, งูสวัด, แผลเรื้อรัง, พุพอง, ก้อนเนื้องอก, หูดข้าวสุก(จากไวรัส),  ผื่นสีม่วงแดง หรือตุ่มสีม่วง (Kaposi sarcoma),  ตุ่มหนอง หรือตุ่มคล้ายหูดข้าวสุกกระจายทั่วไป จากเชื้อราเพนิซิลเลียม มาร์เนฟไฟ(Penicillium marneffei), ผิวหนังแห้ง คัน เป็นสะเก็ดขาว เป็นตุ่มคัน เป็นต้น ในราย ที่เป็นปอดบวม จะมีอาการหายใจหอบ ใช้เครื่องตรวจฟังปอดมีเสียงกรอบแกรบ (crepitation)ในรายที่เป็นโรคติดเชื้อของสมอง จะมีอาการซึม เพ้อ ชัก หมดสติ ถ้าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จะตรวจพบอาการคอแข็ง

การรักษา
   1. ในรายที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น หญิงบริการ, ผู้ที่ชอบเที่ยว หรือมีเพศสัมพันธ์เสรี, ผู้ที่ฉีดยา เสพติด, แม่บ้านที่สามีมีพฤติกรรมเสี่ยง เป็นต้น   ควรให้คำปรึกษาในการตรวจเลือดพิสูจน์ บนพื้นฐานของความสมัครใจและต้องรักษาความลับในกรณีตรวจพบเลือดบวกการตรวจเลือดเพื่อบ่งบอกการติดเชื้อเอชไอวี มี 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ
   ก. การตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี โดยวิธีอีไลซ่า (ELISA) จะตรวจพบแอนติบอดี (เลือด บวก) หลังติดเชื้อ 3-12 สัปดาห์ (ส่วนใหญ่ประมาณ 8 สัปดาห์ บางรายอาจนานถึง 6 เดือน)   วิธี นี้เป็นการตรวจกรองขั้นต้น ถ้าพบเลือดบวก ต้องตรวจยืนยันโดยวิธีเวสเทิร์นบลอต   (Western  blot) อีกครั้ง
   ข. การตรวจหาแอนติเจน (ส่วนประกอบของตัวเชื้อเอชไอวี) จะตรวจพบแอนติเจน (เลือดบวก) หลังติดเชื้อ 2 - 6 สัปดาห์ ถ้าพบเลือดบวกแน่ชัด โดยไม่มีอาการก็จัดว่าเป็นผู้ติดเชื้อโดยไม่มี อาการ หรือพาหะ ควรให้คำแนะนำในการปฎิบัติตัวเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และหลีกเลี่ยง การแพร่เชื้อให้ผู้อื่น 

   สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ที่ตรวจพบเป็นผู้ติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส -เอซีที (AZT) ซึ่งมีการศึกษาว่าสามารถลดการติดเชื้อให้ทารกในครรภ์ได้ถึง 2 ใน 3 โดยการให้ยาเอซีที ขนาด ครั้งละ 100 มก. วันละ 5 ครั้ง (ทุก 4 ชั่วโมง) ตั้งแต่อายุครรภ์ 14-34 สัปดาห์ กินทุกวันจนกระทั่งเข้าสู่ระยะคลอดระหว่างคลอดจะเปลี่ยนเป็นยาชนิดฉีด เริ่มแรกให้ 2 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. เข้าทางหลอดเลือดดำให้หมดภายใน 1 ชั่วโมง    ต่อไปให้ ขนาด 1 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ต่อชั่วโมง  จนกระทั่งตัดสายสะดือเด็ก หลังคลอดภายใน 12 ชม.จะเริ่มให้ยาเอซีทีแก่ทารก ขนาด 2 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ทุก 6 ชั่วโมงหรือใช้ชนิดฉีด ขนาด 1.5 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.เข้าหลอดเลือดดำ (แต่ละครั้งฉีดให้หมดภายใน 30 นาที)ทุก 6 ชม. ให้ยานาน 6 สัปดาห์

   ในปัจจุบันแนะนำให้ตรวจวัดปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือดเป็นระยะ ๆ ถ้าพบว่าปริมาณเชื้อไม่ลด ลงจากการให้ยา AZT เพียงตัวเดียว ก็อาจให้ยาร่วมกัน  3 ตัว (เช่น AZT + 3TC + nevirapine)
   2. ในรายที่มีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นเอดส์ ควรส่งโรงพยาบาลเพื่อการตรวจวินิจฉัย โดยการตรวจ เลือดและทำการตรวจพิเศษอื่น ๆ เช่น ตรวจเสมหะ และเอกซเรย์ ในรายที่สงสัยจะเป็นวัณโรค ปอด หรือปอดอักเสบแทรก, เจาะหลังในรายที่สงสัยจะเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ส่องกล้องตรวจดูทางเดินอาหารในรายที่สงสัยจะมีการติดเชื้อราแคนดิดา เป็นต้น

   การตรวจเลือด นอกจากตรวจยืนยันการติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ยังจะตรวจนับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 lymphocyte และการตรวจวัดปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือด (viral load) เพื่อใช้ในการประเมินความ รุนแรงของโรค เพื่อการตัดสินใจเริ่มให้ยารักษา, ติดตามการดำเนินของโรค และการปรับวิธี

การรักษา
  
การรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ มีหลักการคร่าว ๆ ดังนี้
   1. ให้ยาต้านไวรัส เพื่อลดจำนวนของเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะช่วยลดการทำลาย    ระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ยืด อายุผู้ป่วยและมีสุขภาพที่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณา    ให้ยาต้านไวรัสในกรณี ดังนี้
    (1) เมื่อมีอาการแสดงของโรคแล้ว
    (2) เมื่อยังไม่มีอาการแสดง แต่ตรวจเลือดพบว่ามีค่า CD4 ต่ำกว่า 500 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร (CD4 มีค่าปกติ 600-1200, ค่า CD4   
         บ่งบอกถึงระดับความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน มีค่ายิ่งต่ำระบบ  ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งอ่อนแอ และยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น)
    (3) เมื่อยังไม่มีอาการแสดง และค่า CD4 มากกว่า 500 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร แต่มีประมาณ เชื้อเอชไอวี (viral load) มากกว่า 30,000 ตัว
         ต่อมิลลิลิตร

ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่นิยมเลือกใช้อยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 Nucleoside analogues RTIs (reverse transcriptase inhibitors) เช่น
- Zidovudine (AZT)
- Didanosine (ddI)
- Zalcitabine (ddC)
- Stavudine (d4T)
- Lamivudine (3TC)

กลุ่มที่ 2 NNRTIs (non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors) เช่น
- Delavirdine
- Loviride
- Nevirapine

กลุ่มที่ 3 Protease inhibitors (PIs) เช่น
- Nelfinavir
- Indinavir
- Ritonavir
- Saquinavir

ควรใช้ร่วมกันอย่างน้อย 2-3 ตัว (ไม่แนะนำให้ใช้เพียงตัวเดียว เพราะมักเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาตาม มา) นาน 6-12 เดือน โดยใช้กลุ่มที่ 1 (Nucleoside analogues) 2 ตัว ร่วมกับกลุ่มที่ 2 หรือกลุ่มที่ 3 อีก 1 ตัว เช่น
- AZT + 3TC + Nevirapine
- AZT + 3TC + Nelfinavir
- AZT + 3TC + Indinavir
- AZT + ddC + Ritonavir
- AZT + ddI + Ritonavir
- AZT + ddI + Nevirapine
- ddI + d4T + Ritonavir

ข. ให้การรักษาโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง โรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่พบบ่อยใน บ้านเรา เช่น
1) วัณโรค ให้ยารักษาวัณโรค
2) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ   จากเชื้อราคริปโตค็อกคัส (Cryptococcal meningitis) ให้ยาฆ่าเชื้อรา - แอมโฟเทอริซินบี (Amphotericin B)      0.3-0.6 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน หยดเข้าหลอด เลือดดำช้า ๆ     นาน 6-8 สัปดาห์ เมื่อรักษาขั้นต้นจนหายแล้ว ควรให้ยานี้ขนาด     50-100 มก. ฉีด สัปดาห์ละครั้ง หรือให้กินฟลูโคนาโซน (Fluconazole)  100 - 200 มก.ต่อวัน ไปตลอดชีวิต เพื่อ ป้องกันการกำเริบซ้ำ
3) ปอดอักเสบ จากเชื้อโปรโตซัว-นิวโมซิสติสคาริไน (Pneumocystis  carinii pneumonia หรือ PCP) ให้ยาต้านจุลชีพ -โคไตรม็อกซาโซล   
    กินหรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ในขนาด 15 มก. ต่อ น้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน ของไตรเมโทพริมแบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หรือ ให้เพนทาไมดีน   (Pentamidine) ฉีดเข้าหลอดเลือดดำในขนาด 4 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.    ต่อวัน หรือ ให้ไตรเมโทพริม กินในขนาด 15 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. 
    ร่วมกับแดปโซน (Dapsone) กินในขนาด 100 มก. ต่อวัน โดยให้ยาชนิด    ใดชนิดหนึ่งนาน 14-21 วัน เมื่อหายแล้ว ควรกินยาป้องกันการกำเริบซ้ำ โดยให้โคไตรม็อกซาโซลวันละ 2 เม็ด 3 วัน ต่อสัปดาห์ หรือแดปโซน 50    -100 มก.ทุกวัน

ค. การเสริมสร้างภาระภูมิต้านทานของผู้ป่วย เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูก และเม็ดเลือดขาว ลิมโฟไซต์ (lymphocyte) เป็นต้น

ง. การเสริมสภาพจิตใจของผู้ป่วย ซึ่งมักจะมีความวิตกกังวล ซึมเศร้า โกรธ รู้สึกไม่มั่นคง ด้วยการ ให้คำปรึกษาแนะนำให้กำลังใจ และให้การสังคม
สงเคราะห์ตามความจำเป็นอย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเอดส์ที่มีโรคแทรกซ้อน มักจะมีอาการกำเริบซ้ำบ่อย และค่าใช้จ่ายในการรักษา ค่อนข้างแพง จึงมักจะไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในที่สุด  บางคนอาจอยู่ได้  1-2 ปี บางคนอาจอยู่ได้นาน 5-6 ปี หลังป่วยเป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้ว

ข้อแนะนำ
1. สำหรับผู้ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ กลุ่มนี้ยังมีสุขภาพแข็งแรงเช่นคนทั่วไป  และสามารถดำเนิน ชีวิตไปตามปกติ บางคนอาจใช้เวลา 5-10 ปี กว่าจะป่วย
เป็นเอดส์ บางคนก็ยังคงแข็งแรงดีแม้ติด เชื้อเกิน 10 - 15 ปีขึ้นไปผู้ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ควรปฎิบัติตัวดังนี้
(1) ไปพบแพทย์และตรวจเลือด เป็นระยะ ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ
(2) ทำงาน เรียนหนังสือ คบค้าสมาคมกับผู้อื่น และปฎิบัติภารกิจประจำวันไปตามปกติ ไม่ต้องกังวล ว่าจะแพร่เชื้อให้คนอื่นโดยการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกัน หรือหายใจรดผู้อื่น
(3) หากมีความกังวลเป็นทุกข์ใจ ควรเล่าความในใจให้ญาติสนิทมิตรสหายฟัง   หรือขอคำปรึกษา แนะนำจากแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา หรืออาสาสมัครในองค์กรพัฒนาเอกชน
(4) จงอย่าท้อแท้สิ้นหวัง ต้องเสริมสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ซึ่งเป็นอาวุธอันทรงพลังในการบำรุงรักษา สุขภาพให้แข็งแรงต่อไป ผู้ที่เสียกำลังใจ อาจเสียสุขภาพทางกาย หรือถูกโรครุมเร้าได้ง่าย
(5) ส่งเสริมสุขภาพตัวเองด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย (ไม่จำ เป็นต้องกินอาหารเสริมราคาแพง) งดเหล้า บุหรี่ 
สิ่งเสพติด และพักผ่อนให้เพียงพอ
(6) เสริมสร้างสุขภาพจิตด้วยการฟังเพลง ร้องเพลง เล่นกีฬา อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ฝึกสมาธิ เจริญสติ  สวดมนต์ หรือภาวนาตามลัทธิศาสนาที่นับถือ 
หมั่นทำความดี  และช่วยเหลือผู้อื่น  สร้างกุศลกรรม  (เช่น ช่วยรณรงค์ในการป้องกันโรคเอดส์ เป็นต้น)  ถ้ามีโอกาส ควรเข้าร่วมกลุ่มช่วยเหลือกันเองในหมู่ผู้ติดเชื้อ
(7) หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น โดย- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และงดการร่วมเพศทางปาก หรือ   ทวารหนัก
- ไม่ใช้ของมีคม (เช่น มีดโกน ที่ตัดเล็บ) แปรงสีฟัน ร่วมกับผู้อื่น
- ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
- งดการบริจาคโลหิต หรืออวัยวะต่าง ๆ เช่น ดวงตา ไต
- เมื่อร่างกายเปรอะเปื้อนเลือดหรือน้ำเหลือง ให้รีบทำความสะอาด และ  เปลี่ยนเสื้อผ้าทันที แล้วนำ ไปแยกซักให้สะอาด และตากให้แห้ง ควรระวังอย่า
  ให้ ผู้อื่นสัมผัสถูกเลือดหรือน้ำเหลืองของตัวเอง
(8) หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ เพราะเด็กอาจมีโอกาสรับเชื้อจากมารดาได้
(9) มารดาที่มีการติดเชื้อ ไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง

2. สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นเอดส์ ควรปฎิบัติตัวดังนี้
(1) ปฎิบัติตัวเช่นเดียวกับผู้ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ โดยปรับให้เหมาะกับสภาพของร่างกาย เช่น ทำงาน และออกกำลังกายแต่พอเหมาะ
(2) กินยาและรักษาพยาบาล ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
(3) ทำใจยอมรับชะตากรรมที่เผชิญ รู้จักใช้ชีวิตในปัจจุบันให้มีคุณค่าที่สุด และเตรียมตัวตาย อย่างมีสติ โดยการศึกษาและปฎิบัติธรรม ภายใต้การ
ช่วยเหลือของผู้รู้
(4) เมื่อมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแทรกซ้อน ควรป้องกันมิให้เชื้อโรคต่างๆ แพร่ให้ผู้อื่น เช่น
      - ใช้กระดาษ หรือผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ปิดจมูกเวลาไอ หรือจาม
      - ถ้วยชาม จาน แก้วน้ำที่ใช้แล้ว ควรล้างให้สะอาด ด้วยน้ำยาล้างจาน  หรือลวกด้วยน้ำร้อน  แล้วทิ้งไว้ให้แห้งก่อนนำไปใช้ใหม่
     - ควรระมัดระวังมิให้น้ำมูก น้ำลาย น้ำเหลืองจากแผล ปัสสาวะ และสิ่ง  ขับถ่ายต่าง ๆ กระเด็น หรือเปรอะเปื้อนไปถูกผู้อื่น
     - การบ้วนน้ำลายหรือเสมหะ รวมทั้งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้ว ควรจะใส่ใน ภาชนะให้เป็นที่เป็นทาง สามารถนำไปทิ้ง หรือ ทำความสะอาดได้สะดวก
     - สามารถใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้อื่นได้ แต่ควรระมัดระวัง อย่าให้สิ่งขับถ่าย เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ เสมหะ อาเจียน เปรอะเปื้อนพื้น โถส้วม อ่างล้างมือ  
        ควรล้างทำความสะอาดด้วยผงซักฟอก  หรือ น้ำยาล้างห้องน้ำที่มีส่วนผสมของคลอรอกซ์ (Chorox) เป็นประจำ  และล้างมือทุกครั้ง หลังจากการขับถ่ายเสมอ

3. สำหรับญาติหรือผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย ควรปฎิบัติดังนี้
(1) ศึกษาให้เข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์อย่างถ่องแท้
(2) ให้กำลังใจ ดูแลผู้ป่วยด้วยความรักและความอบอุ่น เช่น การพูดคุย สัมผัส โอบกอด
(3) หากผู้ป่วยมีบาดแผลหรือเปรอะเปื้อนเลือดหรือน้ำเหลืองที่ร่างกาย หรือเสื้อผ้าของผู้ป่วย ควร หลีกเลี่ยงการสัมผัสถูกโดยตรง ถ้าจะสัมผัสควรสวม
ถุงมือยาง ถ้าไม่มี  อาจใช้ถุงพลาติกที่ไม่ มีรูรั่ว 2-3 ชั้น แทนก็ได้
(4) เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ของผู้ป่วย ที่ไม่เปื้อนเลือดหรือน้ำเหลือง ไม่ต้องแยกซักต่างหาก แต่ถ้าเปื้อนเลือดหรือน้ำเหลือง ควรใช้ถุงมือยางจับต้องและนำไปแช่ในน้ำผสมผงฟอกขาวนาน ประมาณ  30 นาทีเสียก่อน แล้วจึงนำไปซักด้วยผงซักฟอกตามปกติ
(5) ทุกคนในบ้านสามารถใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมร่วมกับผู้ป่วยได้ แต่ควรทำความสะอาดโดยสวมถุง มือ และใช้น้ำยาล้างห้องน้ำที่มีส่วนผสมของคลอรอกซ์ (Chorox) หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ
(6) เครื่องครัว ถ้วย จาน ชาม ช้อน ส้อม ไม่จำเป็นต้องแยกใช้ต่างหาก และในการกินอาหารร่วม สำรับกันควรใช้ช้อนกลางทุกครั้ง เพื่อสุขอนามัยที่ดี

4. วัคซีนป้องกันโรคเอดส์ ในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นศึกษาทดลอง ดังนั้นการป้องกันโรคนี้ จึงอยู่ที่การ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงเป็นสำคัญ

5. การตรวจเลือดในการพิสูจน์ การติดเชื้อเอชไอวีนั้น จะให้ผลบวกหลังติดเชื้อ 3-12 สัปดาห์ บาง ครั้งการตรวจเลือดในระยะที่เพิ่งติดเชื้อใหม่ ๆ ก็อาจให้ผลลบลวง (false negative) ได้ จึงควรมี การตรวจซ้ำให้แน่ใจ ขณะเดียวกันการตรวจเลือดในขั้นต้น     โดยวิธีอีไลซ่า ก็อาจให้ผลบวกลวง  (false positive) กล่าวคือ เลือดเป็นบวกทั้งๆ ที่ ผู้นั้นอาจไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อก็ได้ ดังนั้นจึงควรจะต้องทำการตรวจเลือดยืนยัน โดยวิธีเวสเทิร์นบลอต  มิเช่นนั้นอาจทำให้เข้าใจผิด ตลอดไปได้

6. การบริจาคเลือดที่คลังเลือด ไม่มีโอกาสจะติดเชื้อเอชไอวี เพราะเจ้าหน้าที่จะใช้อุปกรณ์ชุดใหม่ ทุกครั้ง จึงไม่มีโอกาสจะปนเปื้อนเลือดของผู้อื่น

7. การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคเอดส์ ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าได้ผล ในการทำให้ หายได้จริง นอกจากช่วยเสริมสร้างกำลังใจ และช่วยให้
สุขภาพทั่วไปดีขึ้นชั่วขณะ หากจะใช้สมุน ไพรรักษา ควรศึกษาให้แน่ใจว่าไม่มีโทษ และราคาไม่แพง

8. ผู้ที่มีอาการไข้ เจ็บคอ ผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต คล้ายไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่มีอาการ เป็นหวัด น้ำมูกไหล หากมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรตรวจเลือดพิสูจน์การติดเชื้อเอชไอวี อาจเป็นการ ติดเชื้อเอชไอวีระยะแรกเริ่มก็ได้ หากพบว่าเป็นจริง การได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่แรกอาจช่วยให้โรคลุกลาม
ช้า หรือมีความรุนแรงน้อยลงได้
การป้องกัน
การป้องกัน แม้ว่าโรคนี้จะมีอันตรายร้ายแรง และยังมีความยุ่งยากในการเยียวยารักษา แต่ก็เป็น โรคที่สามารถป้องกันได้ง่าย ๆ ดังนี้
ก. สำหรับประชาชนทั่วไป
(1) หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่มิใช่คู่ครอง ควรยึดมั่นต่อการมีเพศสัมพันธ์กับคู่ครอง  (รักเดียวใจเดียว)
(2) ถ้ายังนิยมมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่น โดยเฉพาะหญิงบริการ หรือบุคคลที่มีเพศสัมพันธ์เสรี หรือ มีพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ก็ควรจะใช้ถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้ง
(3) หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้าจนมึนเมา เพราะอาจชักนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย (ประมาท  ไม่คิดป้องกันตัวเอง)
(4) หลีกเลี่ยงการสัมผัสถูกเลือดของคนอื่น เช่น ขณะช่วยเหลือผู้ที่มีบาดแผลเลือดออก ควรใส่ถุง มือยางหรือถุงพลาสติก 2 - 3 ชั้น ป้องกันอย่าสัมผัสถูก
เลือดโดยตรง
(5) หลีกเลี่ยงการใช้เข็ม หรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
(6) หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคม (เช่น ที่ตัดเล็บ ใบมีดโกน) ร่วมกันผู้อื่น ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนใช้ควร ทำลายเชื้อ ด้วยการแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ 70%, โพวิโดนไอโอดีน 2.5%, ทิงเจอร์ ไอโอดีน, ไลซอล 0.5-3% โซเดียมไฮโพคลอไรด์ 0.1-0.5% (หรือน้ำยาคลอรอกซ์ 1 ส่วนผสมน้ำ 9 ส่วน็ก็ได้) เป็นต้น นาน 10-20 นาที
(7) ก่อนแต่งงาน ควรปรึกษาแพทย์ในการตรวจเช็กโรคเอดส์ ถ้าพบว่าคนใดคนหนึ่งมีเลือดบวกควร พิจารณาหาทางป้องกันมิให้ติดให้อีกคนหนึ่ง
(8) คู่สมรสที่มีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อ ควรคุมกำเนิด และป้องกันการแพร่เชื้อ โดยการใช้ถุงยาง อนามัยทุกครั้ง
(9) หญิงตั้งครรภ์ ที่คิดว่าตัวเองหรือคู่สมรสมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจเลือดตั้ง แต่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ๆ ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เพื่อลดการติดเชื้อ ของทารกในครรภ์
(10) มาตรการในระยะยาว คือ การรณรงค์ให้เกิดค่านิยมใหม่ และสร้างครอบครัวที่อบอุ่น เพื่อป้อง กันไม่ให้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การเที่ยวหญิงบริการ, การติดยาเสพติด

ข. สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี จากการปฎิบัติงานเกี่ยวข้อง กับการรักษาผู้ป่วย ควรประยุกต์ใช้มาตรการป้องกัน (universal precautions) อย่างเคร่งครัด เช่น  การสวมถุงมือ การใช้ผ้าปิดจมูก หรือหน้ากาก การใส่เสื้อคลุม หรือการใช้อุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ เมื่อต้องปฎิบัติงานที่มีโอกาสสัมผัสถูกเลือด น้ำเหลือง สารคัดหลั่ง หรือสิ่งขับถ่ายของผู้ป่วยทุกคน (ไม่ว่า จะสงสัยว่าเป็นผู้ติดเชื้อหรือไม่ก็ตาม)

ในกรณีที่ถูกเข็มที่ใช้กับผู้ป่วยแล้วตำ ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่พบได้บ่อย (สหรัฐอเมริกา  พบว่าผู้ที่ถูก เข็มที่ใช้กับผู้ที่ติดเชื้อตำ มีโอกาสติดเชื้อ ประมาณ 
0.47%) ควรรีบตรวจเลือดโดยเร็ว แล้วตรวจซ้ำ ในระยะ 6 สัปดาห์, 3 เดือน  และ 6 เดือนต่อมา แนะนำให้กินยาป้องกันโดยเร็วที่สุด    โดยการใช้ยา
ต้านไวรัส 3 ตัวร่วมกัน (เช่น AZT + 3TC + Indinavir) นาน 4-6 สัปดาห์

ที่มา http://www.thailabonline.com/hiv1.htm

ระบุเชื้อเอดส์สายพันธุ์อี ในประเทศไทยมีโอกาสกลายพันธุ์เป็นเชื้อเอดส์พันธุ์ใหม่เหมือนในต่าง
ประเทศ ถือว่าสถานการณ์ยังน่าห่วง เพราะไม่มียารักษา ชี้พฤติกรรมส่วนตัวสำคัญที่สุด ไม่ควร
โทษกลุ่มรักเพศเดียวกันแพร่เชื้อ

น.พ.ศุภชัย ฤกษ์งาม ผู้อำนวยการโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ปูพื้นกระตุ้น ระยะที่ 3 ว่าการ
กลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเอชไอวีไม่ใช่เรื่องใหญ่ และคนที่อยู่ในแวดวงวิชาการเรื่องเอดส์ เพราะเป็น
ที่ทราบกันว่า เชื้อเอชไอวีจะมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา โดยเชื้อไวรัสจะพัฒนาตัวเอง หรืออาศัยเชื้อ
ตัวใหม่ในการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม เพื่อพัฒนาเป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเชื้อที่เป็นสายพันธุ์ใหม่จะ
แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากยังไม่มียารักษา หรือทำลายเชื้อตัวนี้ได้

ทั้งนี้ ไวรัสเอชไอวีที่ทางนิวยอร์กพบนี้ถือว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ เพราะยังไม่เคยมีระบุในสารบบของ
เชื้อเอชไอวี การที่ข่าวออกมาในช่วงนี้ถือว่าเป็นการดี เนื่องจากจะได้ระวังยิ่งในช่วงวันวาเลนไทน์
โอกาสที่จะมีเพศสัมพันธ์กันมีอยู่สูง เพราะขณะนี้คนส่วนใหญ่ขาดความตระหนักเรื่องการมีอยู่ของ
เชื้อเอชไอวี และยิ่งรู้ว่ามียารักษาแล้ว ยิ่งทำให้ความตระหนักลดลง ซึ่งต้องบอกกับประชาชนว่าแม้
จะมียารักษาแต่ก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ และเชื้อเอชไอวียังมีอยู่และพัฒนาสายพันธุ์ไปได้เรื่อย ๆ

น.พ.ศุภชัย กล่าวว่า ส่วนที่ตรวจพบในผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มชายรักชายนั้น ไม่ได้หมายความว่าคนที่แพร่
เชื้อจะเป็นกลุ่มนี้ เพียงแต่อาจจะตรวจพบครั้งแรกในกลุ่มชายรักชายเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่
ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการรับเชื้อ เช่นการมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย การใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้า
เส้น ก็สามารถที่จะเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี และทำให้เชื้อเกิดการกลายพันธุ์ได้เช่นเดียวกัน

“นิวยอร์กกับประเทศไทย ห่างกันแค่ 20 ชั่วโมง และมีคนไทยจำนวนมากที่อยู่ในนิวยอร์ก และบาง
คนมีพฤติกรรมเสี่ยง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เชื้อนี้อาจจะแพร่กระจายมาที่เมืองไทยได้ เชื้อโรค
ไม่ต้องใช้วีซ่าผ่านเข้า-ออกประเทศ อย่างไรก็ตามเชื้อเอชไอวี สายพันธุ์อี ที่มีอยู่ในเมืองไทยก็
สามารถที่จะกลายพันธุ์ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่เราไม่สามารถทราบได้ว่าจะกลายพันธุ์อย่างไร และ
เมื่อใด จึงต้องมีการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีตลอดเวลา เพื่อพัฒนา
วัคซีนและยาที่จะใช้รักษา”

น.พ.ศุภชัย กล่าวต่อว่า สิ่งที่สังคมควรจะตระหนักในปัจจุบันคือ ทำไมคนจึงไม่เลิกพฤติกรรมเสี่ยง 
ที่จะรับเชื้อเอชไอวี ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ 2 ส่วน คือ ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ และทราบว่าติดเชื้อ 
แต่ก็ยังมีพฤติกรรมรับเชื้อใหม่อยู่ เนื่องจากคนในสังคมไม่ยอมรับผู้ติดเชื้อ เช่น สามีภรรยา หากสามี
จะใช้ถุงยางอนามัยกับภรรยาจะกลายเป็นว่า เป็นการสารภาพผิดว่าไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น และ
ภรรยาจะคิดว่าถุงยางอนามัยเป็นวัตถุพยานสำคัญของการนอกใจ ซึ่งควรจะเปลี่ยนความคิดใหม่จาก
การที่มองว่าการใช้ถุงยางอนามัยในครอบครัวเป็นเรื่องไม่ดี แต่ให้มองว่าเพราะรักสามีจึงไม่อยาก
ให้ภรรยาติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศ ซึ่งรวมไปถึงเชื้อเอชไอวีด้วย

ถาม  ตามข่าวเรื่องของชาวที่นิวยอร์กที่ว่าดื้อยาเป็นสายพันธุ์ใหม่ เป็นกรณีแรกหรือไม่
ตอบ อย่างที่บอกจะถือว่าเป็นกรณีแรกของเชื้อตัวนี้ที่เพิ่งเจอก็คงยอมรับได้

ถาม แต่ของชายคนนี้ที่นิวยอร์กดูเหมือนจะดุกว่า การแปลงสายพันธุ์ของสายพันธุ์อื่นๆ เพราะบอก
      ว่ารักษายาก ไม่มีทางรักษาได้เลย
ตอบ ณ ขณะนี้อาจจะยังไม่มีการรักษา แต่จะบอกว่าเป็นเรื่องแปลกไหม ไม่แปลกเพราะตรงนี้เองเป็น
      เหตุให้อุตสาหกรรมยา พยายามผลิตยาต้านไวรัสออกมาเรื่อย ๆ เพราะว่าใช้ไประยะหนึ่งก็เกิด
      การดื้อยานี่คือลักษณะที่บอกให้รู้ว่าไวรัสพยายามต่อสู้เพื่อไม่ให้ถูกทำลาย ฉะนั้น คนที่ติดเชื้อ
      หรือคนที่ยังไม่ติดเชื้อแต่มีพฤติกรรมเสี่ยงปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร มียารักษาแล้ว อันนี้ต้อง
      เข้าใจใหม่ว่ามีรักษาก็จริงแต่ไม่หายขาด นี่เป็นบทเรียนสำคัญ

ถาม ปัจจัยหลักที่ทำให้เชื้อเอสไอวีกลายพันธุ์มันอยู่ที่ตัวผู้ป่วยเองหรืออีกฝ่าย
ตอบ อยู่ที่ตัวเอง ซึ่งมีองค์ประกอบหลายส่วน อาจจะบอกอย่างนั้นก็ได้ผู้ที่ตัวเองมีเพศสัมพันธ์ด้วย
       อาจจะมีเชื้อตัวอื่น และรับเชื้อเข้ามาอีก สมมุติตัวเองมีเชื้อตัวที่หนึ่งและไปมีเพศสัมพันธ์กับคน
       อื่นโดยที่ไม่ได้ป้องกัน และคนนั้นมีเชื้ออยู่ เชื้อตัวที่ 1 เจอตัวที่ 2 อาจจะมีการแลกเปลี่ยนสาย
       พันธุกรรมกันและเกิดเชื้อตัวที่3 ที่ 4 ตามมา



Doctors discover new HIV strain
By Marc Santora and Lawrence K. Altman The New York Times


Virus is resistant to nearly all drugs
A previously unknown strain of HIV that is highly resistant to virtually all
known drugs and appears to lead to the rapid onset of AIDS was detected
in a man last week, New York health officials said Friday.
.
While the extent of the spread of the disease is unknown, officials said the
situation was alarming.
.
"We consider this a major potential problem," said Dr. Thomas Frieden,
commissioner of the New York City Department of Health and Mental
Hygiene. The department issued an alert to all hospitals and doctors in
the city to be on the lookout for the new strain.
.
The virus was found in a New York City man in his mid-40s who engaged
in unprotected anal sex with other men on multiple occasions while he was
using crystal methamphetamine.

.
While HIV strains that are resistant to some drug treatments have been on
the rise in recent years throughout the United States, city officials said this
case was unique and worrisome for several reasons.
.
First, they said, the strain of the disease was resistant to three of the four
classes of drugs used to treat HIV from the moment the patient got sick.
Typically, drug resistance comes after a patient is treated with retroviral
drugs, often because they go off the prescribed course. And, more often
than not, a person is only resistant to one or two classes of drugs.

.
But the resistance comes in combination with its rapid transformation into
AIDS. Each of those things has been seen before, but never together.
.
In this case, the patient developed AIDS from 2 to 10 months after being
infected. Usually, it takes 10 years for the average person infected with
HIV to develop AIDS.
.
At a news conference at New York's health department, where Frieden
was joined by nearly a dozen doctors and community leaders, several
people recalled having that same worried feeling they had more than two
decades ago, when AIDS first started appearing.

.
The city has been in close contact with the Centers for Disease Control in
Atlanta.
.
More tests need to be completed before it is clear if any combination of
drugs can work on this strain of the virus. But given what they know now,
Frieden said treatment would be extremely difficult.
.
From the moment the health department learned about this case a week
ago, they have been studying complex laboratory tests to figure out what
exactly they had on their hands as well as trying to figure out the man's
sexual history.
.
Health officials would not go into detail about how many people the man
may have had sex with, but they have several investigators trying to track
down partners. The man took an HIV test in May 2003 and was negative,
health officials said. Investigators believe he contracted HIV in October  
of 2004, when he engaged in unprotected anal sex with multiple partners
while using crystal methamphetamine. The man found some of his partners on the Internet, officials said.
.
Frieden said that the most likely scenario was that the man had sex with
someone who had AIDS and had already developed a resistance to
drugs. "Whoever gave it to him most likely did not have sex only with him,"
Frieden said.
.

 

NYC Health Officials Find New, Virulent HIV Strain (Update7)
Feb. 11 (Bloomberg) -- New York City doctors have discovered a man with
a previously unseen strain of HIV that is resistant to three of the four types
of anti-viral drugs that combat the disease, and progresses from infection
to full-blown AIDS in two or three months, the health department said.

``We've identified this strain of HIV that is difficult or impossible to treat
and which appears to progress rapidly to AIDS,'' said New York City
Health Commissioner Thomas Frieden. ``We have not seen a case like
this before. It holds the potential for a very serious public health problem.''

The case was diagnosed in a New Yorker in his mid-40s who reported
multiple male sex partners and unprotected anal sex -- often while using
the drug crystal methamphetamine.

``It is likely there are others infected with this strain and this individual has
infected others,'' Frieden said. The case is ``extremely concerning and a
wake-up call,'' he said.

Antonio Urbina, medical director of HIV education and training at St.
Vincent's Catholic Medical Center, site of one of Manhattan's largest AIDS
clinics, said the patient's use of crystal methamphetamine shows that the
drug ``continues to play a significant role in facilitating the transmission of
HIV.'' The drug reduces peoples' inhibitions and their likelihood of using
condoms or other forms of safe sex, he said.

`Alarming'

While drug resistance is increasingly common among patients who have
been treated for HIV, cases of three-class antiretroviral-resistant HIV -- or
3-DCR HIV -- in newly diagnosed, previously untreated patients are
extremely rare, and the combination of this pattern of drug resistance and
rapid progression to AIDS may not have been seen previously, the health
department said in a news release.

The strain found in New York was ``highly unusual,'' said Ronald
Valdiserri, 53, deputy director of the National Center for HIV, Sexually
Transmitted Diseases and Tuberculosis at the U.S. Centers for Disease
Control and Prevention, in an interview.

``We're talking about a single case, but clearly the fact that we are dealing
with such broad resistance of drugs and the rapid clinical progression is
quite alarming,'' Valdiserri said.

U.S. health officials intend to contact clinics across the country to set up a
surveillance system for the HIV strain, he said. City officials are working to
identify, contact and counsel the patient's sex partners, Frieden said.

Fuzeon
Frieden said the one drug the HIV strain isn't resistant to is Enfuvirtide,
sold under the trade name Fuzeon, developed by Trimeris Inc. of Durham,
North Carolina, and Roche Holding AG of Switzerland. The problem,
Frieden and other physicians said, is that this drug is most effective when
used in a ``cocktail'' with other retrovirus drugs such as nucleoside
reverse transcriptase inhibitors, non-nucleoside reverse transcriptase
inhibitors and protease inhibitors.

The news ``is probably positive for Trimeris,'' said Sharon Seiler, a
biotech analyst with New York-based Punk, Ziegel & Co., which she said
owns no shares in the company, though it does act as a market maker.
Fuzeon's required twice-daily injections and the need to mix the solution
for 20 minutes ``have been significant impediments to the drug's sales'' in
two years on the market, she said.

Fast Onset
The drug, which costs a patient an average $20,000, is the first in a class
called fusion inhibitors that work by preventing HIV from infecting healthy
cells.

The infected New Yorker had gone for AIDS tests frequently over the
years and tested negatively until December, when he tested positive for
the virus, Frieden said. Physicians believe he became infected in October.



``In this patient's case, onset of AIDS appears to have occurred within two
or three months and at most 20 months after HIV infection,'' Frieden said.
The patient, whose name was withheld, has symptoms usually associated
``with someone who has very advanced disease,'' he said.

The normal time of progression from infection to full-blown AIDS in an
untreated patient is about nine years, with death following within 18
months, said Karlie Stanton, a spokeswoman for the CDC in Atlanta. For
someone treated with anti-viral drugs, the average progression to disease
from infection is 11 years, with death occurring within an average six years,
Stanton said.

Watching for Cases
Doctors at the Aaron Diamond AIDS Research Center in Manhattan
diagnosed the patient, Frieden said. David Ho, director of the center, said
that while this represents a single case, ``it is prudent to closely watch for
any additional possible cases while continuing to emphasize the
importance of reducing HIV risk behavior.''

Persons diagnosed and living with HIV/AIDS in New York City totaled 88,479 out of a
total population of 7.3 million in calendar year 2003, the last year in which statistics are
available.

ที่มา http://www.thailabonline.com/hiv-3DCR.htm


รวมสาระ  power by www.seal2thai.org ดินแดนปัญญาชน