มารู้จัก Storyline กันเถอะ

ผศ. ชญานิษฐ์ ศศิวิมล    
มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

 
   คำว่า “Storyline” ประกอบด้วย Story และ line ซึ่งหมายถึงเส้นทางของเรื่องเป็นการดำเนินเรื่องที่ติดต่อ
กันเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นแนวทางการเรียนการสอนที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาในสกอตแลนด์ โดย Steve Bell และ Sallie Harkness ทำให้ Storyline ได้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Scottish Method
 

     ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545 หมวด 4 มาตรา 22-24 ได้กล่าวถึงแนวการจัดการศึกษาที่ยึดหลัก “ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด” ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด เพื่อที่จะพัฒนาตามศักยภาพ

        Storyline จัดว่าเป็นรูปแบบของกิจกรรมที่มีลักษณะเด่นในการบูรณาการหลักสูตร องค์ความรู้และทักษะการเรียน โดยอาศัยเส้นทางเดินเรื่องที่ผู้สอนได้วางโครงไว้คร่าว ๆ แบ่งเป็นตอน ๆ (Episode) ผู้เรียนเป็นผู้เติมเต็มรายละเอียดตามจินตนาการ การวางแผน และตัดสินใจของผู้เรียนเอง ที่เกิดจากกิจกรรมย่อยในแต่ละช่วงของ Storyline

     ดังนั้นผู้เรียน จึงต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้แสดง” ทั้งการปฏิบัติ การแสวงหาความรู้ การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ การสรุปแนวคิดสำคัญ โดยผู้สอนจะใช้คำถามหลัก (Key Question) ในการเปิดประเด็นโดยคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญดังแผนภาพต่อไปนี้

   
     
     เมื่อปี 2546 ผู้เขียนและอาจารย์ในกลุ่มหลักสูตรและการสอน ประกอบด้วย ผศ.สวัสดิ์ จิตต์จนะ ผศ.อรอนงค์ อิงคะสุวณิชย์ และผศ.สายใจ ช้างฉัตร ได้เข้ารับการอบรมเรื่อง Storyline จาก Dr. Steve Bell ซึ่งเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการมีครูจากโรงเรียนต่าง ๆ สนใจเข้ารับการอบรมเป็นจำนวนมาก เมื่ออบรมแล้ว ผู้เขียนและคณะเป็นผู้สอนในระดับอุดมศึกษาต่างเห็นพ้องกันว่า จะนำ Storyline Approach มาทดลองใช้กับนักศึกษา แต่ในขณะนั้นก็เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่งว่าจะได้ผล เพราะเท่าที่สังเกตจากการอบรมเป็นการเสนอตัวอย่างในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ผู้เข้าอบรมเป็นครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานถึงร้อยละ 80 ผู้เขียนและคณะจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำวิจัยขึ้นมาในเรื่อง การพัฒนาการสอนรายวิชาหลักการสอนด้วยยุทธวิธีสตอรีไลน์สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม” งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้รายวิชาหลักการสอนด้วยสตอรีไลน์กับวิธีสอนตามปกติและศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาโปรแกรมวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทั่วไป และภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 1 ซึ่งได้ผลจากการทดลองโดยสรุป ดังนี้

     1. คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุม

     2. กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อกระบวนการเรียนรู้รายวิชาหลักการสอนด้วยยุทธวิธีสตอรีไลน์อยู่ในระดับมากทั้งรายข้อและรายด้าน โดยเฉพาะกระบวนการทำงานกลุ่ม

    
    ผู้เขียนขอนำเสนอภาพรวมของงานวิจัยพอสังเขปซึ่งก็ยังไม่ได้ตอบคำถาม ข้อสงสัย ในตอนต้นที่ว่า “นักศึกษาจะใช้วิธีเรียนแบบสตอรีไลน์ได้ดีกว่านักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือไม่” จากข้อสรุปและข้อสังเกตจากการทำวิจัยตามขั้นตอนดังกล่าว ผู้เขียนขอวิเคราะห์บทสรุปจากการทำวิจัย ซึ่งอาจเชื่อมโยงแนวทางสู่คำตอบ ดังนี้
     1. การวิเคราะห์หลักสูตรถ้าเป็นระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะมีความชัดเจนในการบูรณาการหลักสูตร เพื่อนำไปสู่การสร้างเส้นทางเดินเรื่องได้ดีกว่าระดับอุดมศึกษา เนื่องจากระดับอุดมศึกษาในบางเนื้อหายังต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้านที่จะต้องฝึกฝนให้เกิดทักษะ และสอดคล้องกับลักษณะของศาสตร์โดยเฉพาะรายวิชาหลักการสอน ที่มีเนื้อหาที่ต้องมีการฝึกทักษะที่จำเป็นสำหรับครู มีการวางแผนการสอนที่ต้องการวิเคราะห์หลักสูตรจนสามารถนำไปจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีบางเนื้อหาที่อาจให้ผู้เรียนได้กำหนดเรื่อง เหตุการณ์ ยกปัญหามาดำเนินเรื่องตามองค์ประกอบได้บ้าง ซึ่งผู้เขียนและคณะได้ทดลองใช้ คือ การจัดบรรยากาศการจัดชั้นเรียน บทบาทหน้าที่ของครูและนักเรียน และแนวคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
     
     2. การฝึกกระบวนการคิดของนักศึกษายังมีบางส่วนยึดติดกับภาพลักษณ์เดิม ขาดการคิดเชิงวิเคราะห์ คิดจินตนาการ คิดนอกกรอบเพราะมีความเชื่อว่าโรงเรียนไม่สามารถมีหรือจัดหาให้สมบูรณ์ได้ รวมทั้งการได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ที่ผ่านมา ยังไม่เอื้อต่อการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะตอบสนองการปฏิรูปการเรียนรู้
     3. ควรมีการนำบทเรียนที่ได้จากกทำวิจัย มาเป็นโจทย์ หรือคำถามวิจัย เพื่อให้เป็นบทเรียนที่มีคุณภาพ และสะท้อนผลให้คณาจารย์ในระดับอุดมศึกษาเห็นความสำคัญ กับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นำเทคนิคใหม่ ๆ มาประยุกต์และทดลองใช้ เพื่อให้ตอบสนองกับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก เพราะอย่างไร พันธกิจด้านการเรียนการสอนยังเป็นปัจจัยหลักของการจัดการศึกษาทุกระดับ
 


     หากผู้อ่านเห็นว่า ถ้าจะลองนำการสอนแบบ Storyline ไปใช้ให้ได้ผลจริง ๆ ควรต้องทำความเข้าใจผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงคือ ผู้สอนและผู้เรียน ซึ่งจะขอนำเสนอความชัดเจนในการแสดงบทบาทของผู้สอนและผู้เรียน สรุปได้ดังนี้

บทสรุป

   การนำรูปแบบการจัดกิจกรรม Storyline ไปใช้ในการเรียนการสอน ผู้เรียนทุกระดับในบริบทของระบบการศึกษาไทย ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สอนที่จะออกแบบการเรียนรู้ การแสดงบทบาทตามแนวคิดที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ รวมถึงความมุ่งมั่นอุทิศตนที่จะพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนให้มีประสิทธิภาพ โดยแสวงหานวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความเชื่อว่า ผู้เรียนชอบที่จะเรียนรู้อย่างมีความสุข จากการลงมือปฏิบัติจริง การคิดจินตนาการซึ่งจะตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้น รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตน ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ด้วยยุทธวิธี Storyline Approach จึงน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างแท้จริง


รายการอ้างอิง

   ชาตรี สำราญ. เส้นทาง Storyline
   สู่การเรียนรู้. มูลนิธิสดศรี –
   สฤษดิ์วงศ์. กรุงเทพฯ, 2542.
   ชญานิษฐ์ ศศิวิมล และคณะ. รายงาน
   การวิจัย การพัฒนาการสอนรายวิชาหลักการสอนด้วยยุทธวิธีสตอรีไลน์ สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม พิษณุโลก, 2546.
   Bell Steve and Fifield, Kathy. An
   Introduction to the Storyline Method. (อัดสำเนา).

 

ร่วมสนับสนุนเรา โดยการทำ link มาหาเรานะครับ เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก พรมลายน่ารัก มะขาม ขนมจีน ข้อสอบ o-net a-net สอบบรรจุครู

     มะขาม

[หน้าแรก] [รวมสาระ] [webboard] [คุรุชน] [สอบบรรจุครู]  power by seal2thai.org