อาชีพครู  ผู้รับใช้ที่ถูกประนาม

 

 


 
ดินแดนปัญญาชน

[หน้าแรก]

[รวมสาระ]

[webboard]

[คุรุชน]

[สอบบรรจุครู]

[ข้อสอบ o-net และ a-net]

champ108
มะขาม
ได้รับการสนับสนุนโดย ร้านขนมจีนมะขาม สารัช

      

ผลงาน คศ.3

 

 

 

   อาชีพครู... ผู้รับใช้ที่ถูกประนาม



  กระแสข่าวการรวมหนี้ครู ทำให้สำนักข่าวหลายช่องต่างประนามว่า ทำไมครูไม่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ทำไมใช้จ่ายเกินตัว แล้วทำไมไม่มองภูมิหลังของอาชีพนี้บางละครับ ในฐานะที่ผมเป็นข้าราชการครูตั้งแต่อายุ 23 ตอนนี้เป็นจนครบ 2 ปี แล้ว ก้ไม่เห็นจะมีรายได้เหลือเก็บมาสักเท่าไรเลย หลายคนที่ประนามว่าครูไม่รู้จักการพอเพียง คุณรู้หรือไม่ว่า การเริ่มตนอาชีพครูมีเงินเดือนตอบแทนเพียง 7,630 บาท (ตอนนี้อาจปรับเป็น 7,820 บาท) มันคงเปรียบกับอาชีพอื่นๆที่เงินเดือนเริ่มที่ หมื่นกว่าบาทขึ้นไม่ได้หรอกครับ

  ครู เป็นอาชีพที่หลายคนยกย่องให้เกียรติ แต่ก็มีอีกหลายคนที่กล่าวว่า เป็นอาชีพสุดท้ายที่จะเลือก หากเลือกได้ เพราะครูทั้งจน ทั้งทำงานหนัก และเงินเดือนน้อย ผมเองก็เคยคิดแบบนั้น เพราะตอนเด็กๆ ได้มองเห็นการถูกกลั่นแกล้งจากผู้บริหาร ทำงานหนัก รู้หรือไม่ ครูเป็นอาชีพที่ไม่เคยได้ไปร่วมงาน วันพ่อ และวันแม่ของลูกเลย เพราะครูต้องมาจัดงานให้ลูกศิษย์ ซึ่งก็รักเหมือนลูกคนที่ 2 ของครูเช่นเดียวกัน ผมก็เป็นหนึ่งในจำนานหลายๆคนที่พ่อแม่ประกอบอาชีพครู วันแม่ แต่ละปี ก็ไม่เคยได้ก้มกราบแม่ที่หน้าเสาธงเหมือนคนอื่นๆเลย

  การก้าวสู่อาชีพครู เมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นๆแล้ว ก็เชื่อว่ามีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เพียงแต่ครูเป็นอาชีพที่ต้องลงทุนเกือบทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่เรียน ต้องเลือกเข้าคณะครุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ ต้องระวังการแต่งกาย ระวังการแสดงออก ฝึกตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย และเมื่ออยู่ชั้นปี 3 หรือ ปี 4 ก็ต้องมีการฝึกประสบการณ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
   1. การสังเกตและมีส่วนร่วม ต้องแบ่งเวลาวันไหนมีเรียนน้อย ต้องไปนั่งที่โรงเรียนใดก็ได้ ที่อาจารย์อนุญาต อย่างน้อยอาทิตย์ละ 6 - 9 ชม. ต้องมีการทำงานให้กับทางครูหรือโรงเรียน - - - ไม่มีเบี้ยเลี้ยง เงินตอบแทน ออกเงินเอง
   2. การทดลองสอน ต้องทำการสอนจริง 12 ชม. หรือมากกว่า จัดเตรียมแผนการสอน จัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์ เองทุกอย่าง - - - ไม่มีเบี้ยเลี้ยง เงินตอบแทน ออกเงินเอง
   3. การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเต็มรูป ออกไปฝึกสอนจริง 5 เดือน หรือ 1 เทอม ปัจจุบันปรับเป็น 1 ปี หรือ 3 ภาคเรียน (สาขาวิชาอื่นๆ ฝึกเป็นชั่วโมง อย่างมากไม่เกิน 3 เดือน) - - - ไม่มีเบี้ยเลี้ยง เงินตอบแทน ออกเงินเอง
  จะเห็นได้ว่า อาชีพนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มีแต่ต้องออกเงินเพื่อสร้างสื่อ เพื่อเขียนแผน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ทุกอย่างออกเองหมด บางคนโชคดีได้ไปอยู่บ้านพักครู แต่ก็ต้องระวัง เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น ทางโรงเรียนแทบจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เพราะนักศึกษาเลือกที่จะพักเอง หรือถ้าทางโรงเรียนมีความเป็นมนุษย์เห็นแก่เพื่อนที่จะมาร่วมอาชีพในอนาคต ก็จะดูแลป้องกันให้

  เมื่อเปรียบเทียบกับสาขาวิชาอื่น ที่ฝึกงานเพียง 3 เดือน แถมส่วนใหญ่ยังได้เบี้ยเลี้ยง หรือเงินตอบแทนบ้าง อีกทั้งไม่ต้องควักกระเป๋าซื้ออุปกรณ์ในการฝึกงาน มีนักศึกษาฝึกงานที่ไหนบ้าง ซื้อคอมพิวเตอร์เองเอาไปไว้ในสำนักงานสำหรับฝึกตัดต่อ เพราะอย่างน้อยๆ บริษัทเหล่านั้นก็ต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว อาจจะพอดีคน แต่เขาก็คงจัดหาให้ เพราะคนที่เพิ่มขึ้นย่อมหมายถึง งานจะเดินได้เร็วขึ้น เผลอๆ ทำงานดีก็จองตัวทำงานต่อได้เลยเมื่อจบ แต่สำหรับนักศึกษาครู แม้อยากได้มาสอนในโรงเรียนมากเท่าไร ก็ไม่สามารถทำได้ ยกเว้นหากเป็นโรงเรียนใหญ่ มีเงินของตัวเองเยอะ ก็จ้างเป็นครูอัตราจ้างได้ หรือหากเขตพื้นที่การศึกษามองเห็นว่าอัตรากำลังขาด ก็สามารถให้อัตรามาบรรจุได้ ทีนี้ พวกนักการเมืองระดับเล็ก หรือระดับใหญ่ ก็มีสิทธิที่จะขอฝากกับ ผู้อำนวยการ "ผมฝากพิจารณาคนนี้หน่อยนะ หลานผมเอง" เลยทำให้ระบบการศึกษาล่าถอย ผมไม่ได้หมายถึงพนักงานราชการทุกคน แต่หมายถึง บางคนที่ใช้เส้นสายเข้าทำงาน แต่ตัวเองทำงานไม่เป็น โชคดีที่ระบบสอบบรรจุราชการของข้าราชการครูสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถตรวจสอบได้ ยุติธรรม และไม่มีการเรียกข้ามลำดับได้เหมือนกับหน่วยงานอื่นๆที่ไม่ใช่สายครู หรือหลายคนอาจเรียกว่า "การขอใช้บัญชี"

   เมื่อได้ก้าวสู่อาชีพครูดังใจหวังแล้ว ครูที่บรรจุใหม่จะต้องอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติราชการอย่างเข้ม 2 ปี โดยได้รับตำแหน่ง "ครูผู้ช่วย" ในขณะที่หน่วยงานอื่นๆ ทดลองเพียง 6 เดือน ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าจะสามารถประเมินศักยภาพ คุณภาพของครูผู้ช่วย ถ้าเป็นตัวตนของเขาจริง ระยะเวลา 2 ปี หรือตลอดไป เขาก็จะทำตัวดังเดิม คุณภาพการสอนพัฒนาขึ้น แต่ระยะเวลา 2 ปีนี้ จะต้องอยู่ในโอวาท ทำทุกอย่างด้วยความเกรงใจ ออกความคิดเห็นต่อผู้ใหญ่ก็ต้องคอยระวัง เขาให้ค้ำหระกันอะไรก็ต้องค้ำ เพราะถ้าไม่ทำตาม อาจถุกประเมินให้ตกได้ นั้นหมายถึง ต้องคืนเงินเดือนทั้งหมดให้กับหลวง เมื่อมีการรายงานข้อมูลต่างๆ พวกที่แก่วัดก็จะโยนงานมาให้ครูผู้ช่วย อ้างว่าเด้กกว่า สมองดีกว่า เก่งคอมพ์มากกว่า สารพัดที่จะอ้าง แต่เมื่อถึงเวลาพิจารณาเงินเดือน ต่างก็บอกว่า เด็กมันยังไม่มีภาระยังไม่ต้องให้ โถ เงินเดือนครูผู้ช่วนขึ้นเทอมละร้อยกว่าบาท ยังไม่ยอมให้ขั้นอีก

   ทีนี้มาพิจารณาจากคำพูดของนักข่าวหรือคนอื่นบางคนบางช่องที่กล่าวว่า ทำไมครูไม่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ผมถามจริงๆ ใครบ้างอยากจะให้ตัวเองติดลบ ใครบ้างจะไม่อยากมีบ้าน ไม่อยากมีรถ ผมถามนะว่า เงินเดือน 7,820 บาท ต้องขึ้นรถเมล์ 2 ต่อ ประมาณวันละ 100 บาท ค่าเช่าหออีก 2,300 ค่าน้ำมันรถอีก ไหนจะค่ากิน ค่าซื้ออุปกรณ์ทำสื่อการสอน ค่าเดินทางที่ต้องจ่ายเพิ่มเมื่อมีคำสั่งให้ไปราชการ โดยได้ค่ารถที่เบิกได้ 100บาท แต่ค่ารถจริงๆ 170 บาท ผมถามหน่อยว่าทุกวันนี้ ครูพอเพียงหรือยัง แถมยังไม่สามารถหารายได้เพิ่มจากงานอื่นๆได้ เพราะถูกกล่าวหาว่าเบียดบังเวลาราชการ เช่น เปิดเว็บไซต์ขายของ โดยใช้เวลาส่งของคือวันเสาร์ แต่เวลาโทรศัพท์มาถามราคา หรือเงื่อนไขการจัดส่ง เขาก็ต้องโทรมาตอนวันปกติ ซึ่งอาจไปเจอตอนประชุมบ้าง ไปเจอตอนพักบ้าง คนอื่นที่เขาอิจฉาก็จะบอกว่า เบียดบังราชการ หรือแม้กระทั้งการสอนพิเศษ ซึ่งจริงๆแล้วผมก็ไม่สนับสนุนหรอกครับ แต่มันก็เป็นการตัดสินใจของนักเรียนเอง อันนี้โทษครูฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก อย่างไรก็ตาม ก็มีครูบางคนสอนในห้องให้เร็วที่สุด แต่เพิ่มรายละเอียดและเคล็ดลับให้กับนักเรียนที่เรียนพิเศษ โชคดีที่ครูประเภทนี้มีเพียงส่วนน้อย น้อยมากในสังคมครู เพราะเชื่อว่าครูทุกคนล้วนมีจรรยาบรรณครูทั้งนั้น ในขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพนักข่าว ท่านสามารถหารายได้เสริมจากการเขียนบทความ จากการถ่ายรูป หรือทำธุรกิจส่วนตัวอื่นๆได้ ดังนั้น คำว่า "พอเพียง" ของนักข่าวอาจต่างไป เทียบกับคำว่า "ราคาข้าวที่เป็นธรรม" ชาวนากับพ่อค้าโรงสี ย่อมมองต่างกันฉันนั้น

   พ่อของผมเพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินคนหนึ่งต่อว่า โดยมีการเรียกครูไปปรับหนี้ในระบบ เขาบอกว่า ทำไมไม่ให้ลุกคุณเลี้ยงตัวเองได้ก่อน แล้วจึงค่อยให้เรียนปริญญาโท ทำงานเองก่อน แบบนี้คุณก้เป็นหนี้จนตาย เกษียณราชการแล้วก็ยังเป็นหนี้อีก เสียดายที่ผมไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพราะถ้าอยู่ ผมก็จะบอกว่า "ที่ตัดสินใจเรียนปริญญาโท ก็เพราะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต ผมเป็นข้าราชการ บรรจุเมื่อตอนอายุ 23 ปี 4 เดือน สอบได้ลำดับที่ 2 ของสาขาวิทยาศาสตร์ เพราะมีความรู้ของปริญญาโทเข้ามาเกี่ยวข้อง และในอนาคต ผมจะต้องก้าวไปให้ไกลกว่าการเป็นครูบ้านนอก การเรียนปริญญาโท เป็นการเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น เป็นการสร้างองค์ความรู้ในอาชีพที่ลึกขึ้น และจะเป็นการก้าวแบบฉับไว ในขณะที่คนรุ่นเก่ามีหน้าที่เพียงสอนประสบการณ์และเกร็ดความรู้ให้เท่านั้น" ผมคงไม่ถือโทษโกรธเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินคนนั้น เพราะเขาเองไม่ได้มามองตรงจุดที่เรายืนอยู่ ไม่ต้องมาสอน ไม่ต้องมาทำหน้าที่พิเศษ ปีใหม่ก็ต้องมาอยู่ที่โรงเรียน จัดงานหาเงินเข้าโรงเรียน ไม่ต้องเดินทางไปประชุม อบรม วันเสาร์ - อาทิตยื (เพราะข้างบนมีนโยบายให้ครูอบรมได้เพียง เสาร์ - อาทิตย์) และส่วนใหญ่ คนที่โดนอบรมก็คนเดิม 1 ปี อบรมกว่าร้อยชั่วโมง เงินที่เบิกได้ก็ไม่พอ ชีวิตครูจึงเข้าใจคำว่าพอเพียงว่า กินข้าวให้น้อย ลดกับข้าวจาก 2อย่างให้เหลือ 1 อย่าง เดินทางบรรถเมล์วันละ 4 ชม. ก็ต้องทำ เพราะถ้าขืนไปถอยรถมา เดี๋ยวเงินเดือนไม่พอ อาชีพอื่นๆเขายิ่งดูถูกครูอยู่ บ้านก็อย่าเพิ่งซื้อ ไอ้ครั้นจะไปอยู่บ้านพักครูก็ลำบาก มีบ้านพัก 3 หลัง แต่มีครู 14 คน โชคดีที่ผมยังไม่เคยไปกู้อะไรใครมา

   ผมคงพูดได้ในฐานะที่เป็นครูคนหนึ่ง ถึงแม้สังคมจะประนามอย่างไร เราก็ทำหน้าที่ของเราอย่างสุดความสามารถ เพราะเราคือข้าราชการ ผู้ทำงานใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาท คือคนของพระราชา ผมภูมิใจที่เงินเดือนน้อย แต่ก็มียกมือไหว้จนตาย มีอาชีพไหนบ้างที่มีคำนำหน้าอย่างไม่เป็นทางการตลอดชีวิต "ท่าน ส.ส. ส.จ. ส.ว. อบต." เมื่อหมดวาระก็ไม่มีใครเรียกว่า ส.ส. ยิ่งถ้าทำตัวไม่ดี คนแทบจะไม่ยกมือไหว้ แต่ครูก็เช่นเดียวกัน ถ้าทำตัวไม่ดี ย่อมไม่มีใครยกมือไหว้เหมือนกัน เพียงแต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ เราจริงใจที่จะมอบความรู้ ไม่คิดผลกำไรจากการลงมือกระทำให้ศิษย์ ไม่แบ่งว่า รักคนนี้มากกว่า ไม่ฝากใครเข้าทำงาน

   ผมรักพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ท่านได้มอบพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับครูและการศึกษาไว้มาก
ผมสัญญาว่า ผมจะทำงานเพื่อแผ่นดินของพระองค์ท่าน
   ผมจะแสวงหาความก้าวหน้าให้กับตนเอง เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาการศึกษาให้กับสังคมวงกว้าง ไม่จมปรักกับความล้าหลัง


ท่านสามารถอ่านบทความได้ที่
www.seal2thai.org/kru/kru022.htm

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้ครู ได้ที่ กระดานปัญญาชน
 

  powered by ดินแดนปัญญาชน